วันที่ฉันรู้ว่าร่างกายกำลังร้องขอความช่วยเหลือ (บันทึกจากคนไข้ธรรมดาที่ไม่ใช่หมอ)
ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะป่วยหนักอะไร
ร่างกายฉันปกติดี และไม่เคยเข้าโรงพยาบาลแบบที่ต้องพักฟื้นเลย
ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยมีคุณหมอเตือนว่า
“อย่าอยู่ใกล้น้ำนะ เดี๋ยวคนข้าง ๆ จะเดือดร้อน”
ไม่ใช่อะไรหรอก คุณหมอแค่กลัวว่าฉันจะหน้ามืด เป็นลม
แล้วต้องลำบากคนใกล้ตัวลงไปช่วยพาขึ้นมา
ตอนนั้นฉันหัวเราะขำ ๆ
คิดว่าคุณหมอคงพูดเล่น ก็ฉันแข็งแรงดีนี่นา
แค่ร่างกายผอมไปหน่อย และตัวซีด ๆ
ที่เขาเรียกกันว่าเลือดน้อยเท่านั้นเอง
อาการน่ะเหรอ… ฉันคิดว่าฉันไม่มี
ถามว่าเหนื่อยง่ายไหม ก็ไม่นะ
แต่ถ้าให้วิ่ง ฉันไม่สู้
ฉันขอเดินดีกว่า
เดินยาว ๆ เท่าไหร่ก็ได้
จะสิบกิโลฉันก็เดินได้
แต่ให้วิ่งแค่ห้าสิบเมตร ฉันก็ไม่เอาแล้ว
ตอนนั้นฉันคิดว่า
ในเมื่อเดินได้ จะวิ่งทำไมให้มันเหนื่อย
ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ
ฉันขี้เกียจนั่นแหละ
แต่ฉันไม่รู้เลยว่า
ความขี้เกียจที่ฉันคิดว่าเป็นนิสัย
จริง ๆ แล้วมันอาจมาจากสุขภาพ
ที่ฉันมองข้ามไปตลอด
การไปหาหมอที่ไม่ได้เกิดจากความเจ็บป่วย
เหตุผลที่ฉันตัดสินใจไปพบหมอ
ไม่ใช่เพราะทนไม่ไหว
มันเป็นแค่การตรวจสุขภาพประจำปี
ที่ฉันตรวจบ้าง ไม่ตรวจบ้าง
วันนั้นฉันมาหาหมอด้วยโรคอื่น
แต่บังเอิญเห็นป้ายเชิญชวนตรวจสุขภาพ
ก็เลยสนใจขึ้นมาเฉย ๆ
การตรวจไม่มีอะไรซับซ้อน
ซักประวัติ ตรวจเลือด มวลกระดูก มวลกล้ามเนื้อ การเต้นของหัวใจ เอกซเรย์ปอด แล้วก็รอผล เป็นการรอผลแบบเฉย ๆ แค่ตรวจให้รู้ว่าร่างกายปกติหรือเปล่าเท่านั้นเอง
ผลตรวจที่ “เหมือนจะปกติ” แต่ไม่ธรรมดา
ผลออกมาทุกอย่างปกติ
ตามที่ฉันคิดไว้ รวมถึงผลเลือดด้วย
ฉันเลือดน้อย เลือดจาง
มันก็ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว
ฉันมีปัญหาเรื่องเลือดจางมาตั้งแต่เด็ก
ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้
เคยกินยาเสริมธาตุเหล็ก
กินบ้าง ไม่กินบ้าง มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
แล้วฉันก็ไม่มีอาการอะไรอยู่ดี
ที่สำคัญคือ ฉันไม่ชอบกินยา
ในเมื่อร่างกายยังดูปกติดี เราจะกินยาไปทำไม
ฉันปฏิเสธยาทุกอย่าง
คิดว่าร่างกายของฉันมันดีอยู่แล้ว
ความเชื่อของฉันเกี่ยวกับ “ยา”
ปวดหัวเหรอ
ยาพาราฉันไม่กินหรอก
มันอันตรายต่อตับ
ถ้าไม่ปวดจนทนไม่ไหว
อย่าหวังเลยว่ายาจะเข้ามาในร่างกายฉันได้
จุดเริ่มต้นของคำถาม
พอผลเลือดออก
ฉันก็ไม่ผิดหวังนะ
ก็มันจางไง เป็นแบบนี้มาตลอด
แต่จู่ ๆ ฉันก็เริ่มสงสัยขึ้นมา
เออ…
แล้วสาเหตุมันเกิดจากอะไรกันนะ
คุณหมอบอกว่า
เลือดจางมากเลยนะ
และเริ่มสงสัยว่าฉันอาจมี
ภาวะธาลัสซีเมียแฝง
คุณหมอซักประวัติฉันละเอียดมาก
ถามถึงปู่ ย่า ตา ยาย
ถามถึงภูมิลำเนา
จากภูมิหลังของฉัน
คุณหมอมองว่าน่าจะไม่ใช่
จึงทำใบส่งตัวให้ฉันไปตรวจ
ที่โรงพยาบาลใหญ่
ซึ่งมีเครื่องมือพร้อมมากกว่า
นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ประสบการณ์ต่อจากนี้
ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า
เราไม่ควรนิ่งนอนใจ
ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายทรมาน
เพียงเพราะเราคิดว่า
“มันยังไม่เป็นอะไร”
✱ บทความนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัว
ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์
หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น